ความรู้สุขภาพ






เลิกบุหรี่ ดีอย่างไร?
เลิกบุหรี่ดีกับระบบทางเดินหายใจ
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป โดยพบว่าหลังเลิกสูบ 10 ปี ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดจะเท่ากับร้อยละ 30 ถึง 50 ของผู้ที่ยังคงสูบต่อไป อัตราเสี่ยงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำคอและกล่องเสียง เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อไป
  • เลิกบุหรี่ลดความผิดปกติที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะแรกของเยื่อบุลำคอ กล่องเสียง และปอด
เลิกบุหรี่ดีกับหัวใจและหลอดเลือ
  • เลิกสูบบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบทั้งเพศชายและเพศหญิงในทุกกลุ่มอายุ เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
  • อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากเลิกสูบบุหรี่ครบ 1 ปี และจะลดลงอย่างช้า ๆ ต่อไป หลังจากหยุดสูบเป็นเวลา 15 ปี ความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบจะเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
  • ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ถ้าเลิกบุหรี่จะลดโอกาสของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย และโอกาสเสียชีวิตอย่างกระทันหันลงอย่างมาก รายงานการวิจัยพบว่า โอกาสจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงถึงร้อยละ 50
  • เลิกบุหรี่ลดโอกาสการเกิดการตีบตันของเส้นเลือดส่วนอื่น ๆ ของร่ายกายเมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
  • ในผู้ที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบตันที่ขา เมื่อเลิกบุหรี่จะทำให้เดินได้นานขึ้น ลดโอกาสที่จะถูกตัดขาหลังการผ่าตัดเส้นเลือด และอัตราการรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้น
  • เลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลมปัจจุบันเนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบและแตก ความเสี่ยงนี้จะลดลงเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ภายในเวลา 5 ปี แต่ในบางรายต้องหยุดสูบภายในเวลา 15 ปี ความเสี่ยงจะลดลงเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
เลิกบุหรี่ดีกับปอด
  • เลิกบุหรี่ลดอาการไอ ลดจำนวนเสมหะ ลดการหายใจมีเสียงวี๊ดและลดการติดเชื้อของทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบและปอดบวม เมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบต่อไป
  • ในผู้ที่ยังไม่เกิดอาการของโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่จะทำให้สมรรถภาพปอดจะดีขึ้นร้อยละ 5 ภายใน 2-3 เดือน
  • เลิกบุหรี่อย่างถาวรทำให้อัตราการเสื่อมของปอดชะลอตัวลง
  • เลิกบุหรี่อย่างถาวร อัตราการเสียชีวิตจากโรคถุงลมโป่งพองลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อไป
เลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งอื่น ๆ
  • หลังจากเลิกบุหรี่เป็นเวลา 5 ปี อัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในช่องปากและหลอดอาหารส่วนต้นจะลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบบุหรีต่อไป และอัตราเสี่ยงยังคงลดลงต่อไปหลังจากเลิกสูบเกิน 5 ปี
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราการเกิดมะเร็งตับอ่อน เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบต่อไป แต่การลดลงของความเสี่ยงนี้จะพบหลังหยุดสูบเกิน 10 ปีขึ้นไป
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราการเสี่ยงเกิดมะเร็งปากมดลูกอย่างมากในผู้หญิง เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่สูบต่อไปแม้ว่าจะหยุดสูบเพียง 2-3 ปี
เลิกบุหรี่ดีกับร่างกายและจิตใจ
  • ในระยะแรกของการสูบบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่มักจะมีความกังวล หงุดหงิด อารมณ์ร้อน โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ อยากอาหารมากขึ้น และมีความอยากสูบบุหรี่ อาการเหล่านี้จะหายไปในระยะเวลาอันสั้น แต่ความอยากสูบและรู้สึกว่ารสชาติอาหารดียังคงมีอยู่ต่อไประยะหนึ่ง
  • ในระยะแรกของการเลิกบุหรี่ สมรถภาพของการทำงานง่าย ๆ หลายอย่างที่ใช้สมาธิจะลดลงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่พบว่ามีความผิดปกติของความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ และการทำงานที่ใช้ความสามารถสูงอื่น ๆ ภายหลังการเลิกบุหรี่
  • เมื่อเทียบระหว่างผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้วกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป พบว่าผู้ที่หยุดสูบบุหรี่ได้รับความสำเร็จมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และสามารถควบคุมตัวเองได้ดีกว่าผู้ที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้
  • ผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้วจะมีสุขภาพที่ดีและจะมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดีกว่าผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป

cr สาระสุขภาพเกร็ดความรู้สุขภาพthaihealthสร้างสุขสสส.สาระสุขภาพสุขภาพสุขภาวะบุหรี่

             เพื่อให้ได้คุณประโยชน์และคุณค่าสูงสุดของสารอาหารในนมแม่ นมที่บีบเก็บแต่ละวันไม่ต้องนำขึ้นช่องแข็ง ควรเก็บใส่ตู้เย็นชั้นธรรมดา หรือใต้ชั้นช่องแช่แข็งไว้กินในวันรุ่งขึ้น รสชาติของน้ำนมจะดีกว่า ส่วนนมแช่แข็งให้เก็บสำรองไว้เมื่อน้ำนมไม่พอ
             ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก เป็นช่วงของการปรับปริมาณน้ำนมแม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก ถ้าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดำเนินไปด้วยดี แม่ส่วนใหญ่จะมีน้ำนมมากเพียงพอกับความต้องการของลูก
             ความต้องการน้ำนมของทารกจะค่อนข้างคงที่ในช่วง 1-6 เดือน ปกติเด็กกินนม 150 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 25 ออนซ์ ทารกแต่ละคนกินนมแม่ไม่เท่ากัน โดยมีปริมาณอยู่ระหว่าง 19-30 ออนซ์ต่อวัน

ที่มา : คู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


          มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้หญิง เพราะเป็นโรคที่พบเป็นอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งในสตรี แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่หลายคนก็ยังละเลยที่จะเรียนรู้และป้องกันโรคร้ายนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยสาวที่อาจมองว่าโรคนี้ไม่เกิดขึ้นในวัยเราหรอก หรือคนที่คิดว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช่คนเปลี่ยนคู่นอนบ่อยไม่มีทางเป็นโรคนี้...ขอบอกว่าคุณคิดผิด
มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร
         มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ที่เซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งจะเริ่มเกิดการอักเสบขึ้น แต่ผู้หญิงร้อยละ 60 ที่ติดเชื้อและมีอาการอักเสบนี้ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสามารถรักษาอาการให้หายได้เองในระยะเวลา 2-4 ปี แต่ก็มีผู้หญิงอีกร้อยละ 15 ที่เกิดความผิดปกติของเซลล์ไปสู่ขั้นที่รุนแรงมากขึ้น และเมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้หญิงร้อยละ 30-70 จะมีความผิดปกติของเซลล์รุนแรงมากขึ้นอีกหากไม่ได้รับการตรวจและรักษาให้หายขาด เพราะเชื้อ HPV จะเข้าไปทําให้กลไกควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เสียไป ขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 10 ปี และเข้าสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก
ใครๆ ก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้
         ผู้หญิงหลายคนมักคิดว่าตนเองคงไม่ติดเชื้อ HPV เพราะคิดว่าการติดเชื้อ HPV จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เชื้อ HPV สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการในช่วงแรกเริ่ม และใช้ระยะเวลายาวนานเป็นสิบปีในการค่อยๆ กลายเป็นมะเร็งปากมดลูก
คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV คือ
- คนที่มีคู่นอนติดเชื้อนี้มาก่อน
- คนที่มีคู่นอนหลายคน
- คนที่มีคู่นอนและคู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมากกว่า 1 คน
- คนที่มีระบบภูมิต้านทานในร่างกายอ่อนแอ (เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีเชื้อ HIV หรือเอดส์)
- คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว แต่คู่ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมาก่อน
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก
การจะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่นั้น นอกจากการติดเชื้อ HPV บางชนิดแล้ว ยังต้องผนวกกับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่
- สูบบุหรี่เป็นประจํา
- ทานอาหารให้โทษกับร่างกายและอาหารที่มีสารเคมีประกอบ
- ทานยาคุมกําาเนิดมาเป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 5 ปี
- มีลูกคนแรกตอนอายุน้อยมาก
- มีลูกหลายคน
- ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ ซึ่งมีผลทําให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ
- ฝ่ายชายมีพฤติกรรมทางเพศที่มีคู่นอนหลายคน ทําให้มีโอกาสนําเชื้อ HPV มาติดฝ่ายหญิงได้มากขึ้น
- แม่ พี่สาว หรือน้องสาวเคยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพราะเชื้อ HPV เกิดขึ้นในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะมีช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ยาวนานกว่า รวมถึงคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มากกว่าคนผัวเดียวเมียเดียว
พฤติกรรมที่ช่วยให้ห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
นอกเหนือจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็มีผลต่อโรคมะเร็งเช่นกัน
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมันและสารเคมีปนเปื้อน
- ไม่สูบบุหรี่ เคี้ยวยาเส้น ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มมึนเมา
- ปกป้องตัวเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด
- หาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคมะเร็ง เพราะการที่เซลล์ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลานานนับปีกว่าอาการของโรคจะรุนแรงขึ้นเป็นลําดับจนถึงขั้นสุดท้ายที่รักษาไม่ได้
       หากเราดูแลหมั่นสังเกตตัวเองแต่เนิ่นๆ เราก็จะมีโอกาสค้นพบและกําจัดความผิดปกตินี้ได้ก่อนที่เชื้อจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายและกระจายไปทั่วร่างกายของเรา
เราควรตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยแค่ไหน
       ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ควรรับการตรวจภายในทุกคนทุก 1-2 ปี และตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มแรก และระยะก่อนเป็นมะเร็งอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี สําหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปรับบริการก็ควรตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี หากผลตรวจปกติ 2-3 ครั้ง ก็สามารถเว้นระยะห่างออกไปได้
สําหรับผู้หญิงที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรมาพบแพทย์ตรวจ แม้จะหมดประจําเดือนไปแล้วหรือไม่มีเพศสัมพันธ์มานานแล้วก็ตาม


ที่มา : หนังสือห่างไกลมะเร็งปากมดลูก โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ


 อาหารไทยอย่างเมนู น้ำพริก ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากพืชผักสมุนไพรนานาชนิด นับเป็นอาหารคู่ครัวคู่บ้าน ภูมิปัญญาไทยที่ควรมีบนโต๊ะกินข้าวทุกมื้อ
ส่วนประกอบในน้ําพริก นอกจากจะอุดมไปด้วยประโยชน์มากมายแล้วน้ำพริกยังช่วยให้การกินผักอร่อยขึ้นและกินได้มากขึ้นอีกด้วยซึ่งผักที่มักกินคู่กับน้ำาพริกก็มีหลากหลายและแต่ละชนิดก็อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ อาทิ
น้ำาพริกกะปิ
พริกขี้หนู   มีสารแคปไซซิน (Capsaicin)ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับลมลดระดับน้ําตาลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดทั้งยังขับเหงื่อและมีสารต้านอนุมูลอิสระ
กระเทียม  ขับลม  แก้ไอ ขับเสมหะช่วยย่อย ลดน้ำาตาลและไขมันในเลือด ลดการอักเสบ ช่วยเหนี่ยวนําให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์บํารุงระบบประสาท  ป้องกันการอุดตันในหลอดเลือด
มะเขือพวง  มีสารละลายน้ําที่เรียกว่าเพ็กทิน(Pectin) ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินจากอาหารและลดการดูดซึมอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

กะปิ   อุดมด้วยโปรตีนให้แคลเซียม ไขมันต่ํามีวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือด

มะนาว  ช่วยให้เจริญอาหารแก้ร้อนใน ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

JSN Megazine template designed by JoomlaShine.com