ความรู้สุขภาพ




          เนื้อปลา เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ในเนื้อปลามีโปรตีนประมาณร้อยละ 17-23 ซึ่งจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก ปลามีคุณค่าทางโภชนาการสูง โปรตีนในเนื้อปลายังประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมาก ไขมันจากเนื้อปลาทะเลเป็นไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ซึ่งมีอยู่ในปริมาณมาก กรดไขมันที่สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid : DHA) และกรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid : EPA)
          ปลาทะเลมีโอเมก้า- 3 มากกว่าปลาน้ำจืด เพราะอาหารของปลาทะเล แพลงตอนและสาหร่ายสังเคราะห์โอเมก้า-3 ได้มากกว่าแพลงตอนและสาหร่ายในน้ำจืด นอกจากนี้ กระบวนการเผาผลาญอาหารของปลายังเป็นกระบวนการที่สามารถรักษาคุณค่าของโอเมก้า-3 ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาได้อย่างดีอีกด้วย ปลาทะเลที่มีมันมาก เช่น ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาเทราท์, ปลาทูน่า มีไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 สูงถึง 1-4 กรัม/เนื้อปลา 100 กรัม
         โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย เราไม่สามารถสร้างเองได้ นอกจากกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในปลาจะช่วยป้องกันการสะสมตัวของไขมันอิ่มตัวหรือคอเลสเตอรอลอันเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดอุดตันที่นำไปสู่โรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกได้แล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัย อ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าการขาดโอเมก้า-3 อาจเป็นสาเหตุทำให้คนมีอาการซึมเศร้า สมาธิสั้น และขาดความสามารถในการอ่านหนังสือได้ งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่ากรดไขมันดีเอชเอ (DHA) ในโอเมก้า- 3 มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะในส่วนของความจำและการเรียนรู้
         งานวิจัยในปี 1998 พบว่าการบริโภคปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจลงได้ นอกจากนั้น จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอเรกอนยังระบุว่าในไขมันปลามีกรดไขมันอีพีเอ (EPA) ซึ่งเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า- 3 ที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดและลดระดับไตรกลีเซอไรด์ลงได้ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยเช่นกัน และการกินปลาที่มีไขมันมากจะช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน (หรือโรคเรื้อนกวาง) เพราะปลามีวิตามินดีจากกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณมาก
         กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid : EPA) เป็นกรดไขมันที่มีคุณสมบัติ ลดการสร้างลิโปโปรตีนในตับและลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต จึงป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ไม่สามารถหาได้จากไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ผลการศึกษาพบว่า ทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืดมีองค์ประกอบของอีพีเอสูง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของไขมัน 0.15-10 มีรายงานว่าชาวญี่ปุ่นบริโภคปลามากที่สุดในโลก สูงถึง 73 กก./คน/ปี มีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจเพียง 100 คน ในประชากร 100,000 คน ขณะที่ชาวอังกฤษบริโภคปลาประมาณ 18 กก./คน/ปี มีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจสูงถึง 500 คนในประชากร 100,000 คน
          กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid : DHA) สำหรับกรดไขมันดีเอชเอนี้มีส่วนพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า "กินปลาแล้วสมองดี" พบว่าสารดีเอชเอในผนังเซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยทำให้เซลล์มีความไวต่อการรับสัญญาณประสาท นอกจากนั้น ยังพบว่ามี DHA ปริมาณสูงในจอตา และที่สำคัญที่สุดคือเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง 65% และกรดไขมันชนิดนี้เป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ได้จากอาหารที่บริโภคคือจากปลา สมองมนุษย์มีไขมันชนิดนี้เป็นส่วนประกอบอยู่ครึ่งหนึ่งก่อนกำเนิด ส่วนที่เหลือจะได้มาในช่วงปีแรกของชีวิต เพราะฉะนั้น ดีเอชเอจึงมีความสำคัญมากต่อสตรีในระยะตั้งครรภ์ และมารดาในระยะให้นมบุตรที่ช่วยให้สมองทารกพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์
         น้ำมันจากเนื้อปลาทะเลแตกต่างจากน้ำมันตับปลา คือ น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดมาจากตับของปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาค็อด (cod fish) น้ำมันปลาเหล่านี้มีวิตามินเอและวิตามินดีในปริมาณสูง ซึ่งการบริโภควิตามินเอและวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเป็นพิษจากวิตามินเอและวิตามินดีได้ ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันจากปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, ปลาเทราท์ ที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณสูงที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
          น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากส่วนหัวหรือเนื้อปลาทะเล จะมีปริมาณDHA และ EPA แตกต่างกันไปตามชนิดของเนื้อปลา โดยพบว่าในจำนวนมิลลิกรัม/100 กรัม ปลาแซลมอน มีปริมาณ DHA 748 มิลลิกรัม และ EPA 492 มิลลิกรัม ความสำคัญของโอเมก้า-3 อยู่ที่กรดไขมันที่ชื่อ EPA และ DHA เพราะ EPA มีคุณสมบัติในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้เลือดมีการแข็งตัวช้าลง ทำให้ช่วยลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้ จากการวิจัยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าน้ำมันปลาช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบจนสามารถลดการใช้ยาบางส่วนลงได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันปลาว่าสามารถลดความเครียดในผู้ป่วยโรคประสาทที่มักจะอาละวาดทำให้อารมณ์เย็นลงได้
          ข้อควรระวัง คือผู้ที่แพ้ปลาทะเลและผู้ที่กำลังได้รับยาแอสไพรินไม่ควรทานน้ำมันปลา
ที่มา:มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย เว็บ สสส




          มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้หญิง เพราะเป็นโรคที่พบเป็นอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งในสตรี แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่หลายคนก็ยังละเลยที่จะเรียนรู้และป้องกันโรคร้ายนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยสาวที่อาจมองว่าโรคนี้ไม่เกิดขึ้นในวัยเราหรอก หรือคนที่คิดว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช่คนเปลี่ยนคู่นอนบ่อยไม่มีทางเป็นโรคนี้...ขอบอกว่าคุณคิดผิด
มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร
         มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ที่เซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งจะเริ่มเกิดการอักเสบขึ้น แต่ผู้หญิงร้อยละ 60 ที่ติดเชื้อและมีอาการอักเสบนี้ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสามารถรักษาอาการให้หายได้เองในระยะเวลา 2-4 ปี แต่ก็มีผู้หญิงอีกร้อยละ 15 ที่เกิดความผิดปกติของเซลล์ไปสู่ขั้นที่รุนแรงมากขึ้น และเมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้หญิงร้อยละ 30-70 จะมีความผิดปกติของเซลล์รุนแรงมากขึ้นอีกหากไม่ได้รับการตรวจและรักษาให้หายขาด เพราะเชื้อ HPV จะเข้าไปทําให้กลไกควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เสียไป ขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 10 ปี และเข้าสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก
ใครๆ ก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้
         ผู้หญิงหลายคนมักคิดว่าตนเองคงไม่ติดเชื้อ HPV เพราะคิดว่าการติดเชื้อ HPV จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เชื้อ HPV สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการในช่วงแรกเริ่ม และใช้ระยะเวลายาวนานเป็นสิบปีในการค่อยๆ กลายเป็นมะเร็งปากมดลูก
คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV คือ
- คนที่มีคู่นอนติดเชื้อนี้มาก่อน
- คนที่มีคู่นอนหลายคน
- คนที่มีคู่นอนและคู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมากกว่า 1 คน
- คนที่มีระบบภูมิต้านทานในร่างกายอ่อนแอ (เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีเชื้อ HIV หรือเอดส์)
- คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว แต่คู่ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมาก่อน
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก
การจะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่นั้น นอกจากการติดเชื้อ HPV บางชนิดแล้ว ยังต้องผนวกกับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่
- สูบบุหรี่เป็นประจํา
- ทานอาหารให้โทษกับร่างกายและอาหารที่มีสารเคมีประกอบ
- ทานยาคุมกําาเนิดมาเป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 5 ปี
- มีลูกคนแรกตอนอายุน้อยมาก
- มีลูกหลายคน
- ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ ซึ่งมีผลทําให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ
- ฝ่ายชายมีพฤติกรรมทางเพศที่มีคู่นอนหลายคน ทําให้มีโอกาสนําเชื้อ HPV มาติดฝ่ายหญิงได้มากขึ้น
- แม่ พี่สาว หรือน้องสาวเคยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพราะเชื้อ HPV เกิดขึ้นในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะมีช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ยาวนานกว่า รวมถึงคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มากกว่าคนผัวเดียวเมียเดียว
พฤติกรรมที่ช่วยให้ห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
นอกเหนือจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็มีผลต่อโรคมะเร็งเช่นกัน
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมันและสารเคมีปนเปื้อน
- ไม่สูบบุหรี่ เคี้ยวยาเส้น ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มมึนเมา
- ปกป้องตัวเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด
- หาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคมะเร็ง เพราะการที่เซลล์ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลานานนับปีกว่าอาการของโรคจะรุนแรงขึ้นเป็นลําดับจนถึงขั้นสุดท้ายที่รักษาไม่ได้
       หากเราดูแลหมั่นสังเกตตัวเองแต่เนิ่นๆ เราก็จะมีโอกาสค้นพบและกําจัดความผิดปกตินี้ได้ก่อนที่เชื้อจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายและกระจายไปทั่วร่างกายของเรา
เราควรตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยแค่ไหน
       ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ควรรับการตรวจภายในทุกคนทุก 1-2 ปี และตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มแรก และระยะก่อนเป็นมะเร็งอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี สําหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปรับบริการก็ควรตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี หากผลตรวจปกติ 2-3 ครั้ง ก็สามารถเว้นระยะห่างออกไปได้
สําหรับผู้หญิงที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรมาพบแพทย์ตรวจ แม้จะหมดประจําเดือนไปแล้วหรือไม่มีเพศสัมพันธ์มานานแล้วก็ตาม


ที่มา : หนังสือห่างไกลมะเร็งปากมดลูก โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ



เลิกบุหรี่ ดีอย่างไร?
เลิกบุหรี่ดีกับระบบทางเดินหายใจ
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป โดยพบว่าหลังเลิกสูบ 10 ปี ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดจะเท่ากับร้อยละ 30 ถึง 50 ของผู้ที่ยังคงสูบต่อไป อัตราเสี่ยงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำคอและกล่องเสียง เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อไป
  • เลิกบุหรี่ลดความผิดปกติที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะแรกของเยื่อบุลำคอ กล่องเสียง และปอด
เลิกบุหรี่ดีกับหัวใจและหลอดเลือ
  • เลิกสูบบุหรี่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบทั้งเพศชายและเพศหญิงในทุกกลุ่มอายุ เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
  • อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากเลิกสูบบุหรี่ครบ 1 ปี และจะลดลงอย่างช้า ๆ ต่อไป หลังจากหยุดสูบเป็นเวลา 15 ปี ความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบจะเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
  • ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ถ้าเลิกบุหรี่จะลดโอกาสของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย และโอกาสเสียชีวิตอย่างกระทันหันลงอย่างมาก รายงานการวิจัยพบว่า โอกาสจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงถึงร้อยละ 50
  • เลิกบุหรี่ลดโอกาสการเกิดการตีบตันของเส้นเลือดส่วนอื่น ๆ ของร่ายกายเมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
  • ในผู้ที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบตันที่ขา เมื่อเลิกบุหรี่จะทำให้เดินได้นานขึ้น ลดโอกาสที่จะถูกตัดขาหลังการผ่าตัดเส้นเลือด และอัตราการรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้น
  • เลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลมปัจจุบันเนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบและแตก ความเสี่ยงนี้จะลดลงเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ภายในเวลา 5 ปี แต่ในบางรายต้องหยุดสูบภายในเวลา 15 ปี ความเสี่ยงจะลดลงเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
เลิกบุหรี่ดีกับปอด
  • เลิกบุหรี่ลดอาการไอ ลดจำนวนเสมหะ ลดการหายใจมีเสียงวี๊ดและลดการติดเชื้อของทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบและปอดบวม เมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบต่อไป
  • ในผู้ที่ยังไม่เกิดอาการของโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่จะทำให้สมรรถภาพปอดจะดีขึ้นร้อยละ 5 ภายใน 2-3 เดือน
  • เลิกบุหรี่อย่างถาวรทำให้อัตราการเสื่อมของปอดชะลอตัวลง
  • เลิกบุหรี่อย่างถาวร อัตราการเสียชีวิตจากโรคถุงลมโป่งพองลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อไป
เลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งอื่น ๆ
  • หลังจากเลิกบุหรี่เป็นเวลา 5 ปี อัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในช่องปากและหลอดอาหารส่วนต้นจะลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับคนที่ยังคงสูบบุหรีต่อไป และอัตราเสี่ยงยังคงลดลงต่อไปหลังจากเลิกสูบเกิน 5 ปี
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราการเกิดมะเร็งตับอ่อน เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังคงสูบต่อไป แต่การลดลงของความเสี่ยงนี้จะพบหลังหยุดสูบเกิน 10 ปีขึ้นไป
  • เลิกบุหรี่ลดอัตราการเสี่ยงเกิดมะเร็งปากมดลูกอย่างมากในผู้หญิง เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่สูบต่อไปแม้ว่าจะหยุดสูบเพียง 2-3 ปี
เลิกบุหรี่ดีกับร่างกายและจิตใจ
  • ในระยะแรกของการสูบบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่มักจะมีความกังวล หงุดหงิด อารมณ์ร้อน โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ อยากอาหารมากขึ้น และมีความอยากสูบบุหรี่ อาการเหล่านี้จะหายไปในระยะเวลาอันสั้น แต่ความอยากสูบและรู้สึกว่ารสชาติอาหารดียังคงมีอยู่ต่อไประยะหนึ่ง
  • ในระยะแรกของการเลิกบุหรี่ สมรถภาพของการทำงานง่าย ๆ หลายอย่างที่ใช้สมาธิจะลดลงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่พบว่ามีความผิดปกติของความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ และการทำงานที่ใช้ความสามารถสูงอื่น ๆ ภายหลังการเลิกบุหรี่
  • เมื่อเทียบระหว่างผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้วกับผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป พบว่าผู้ที่หยุดสูบบุหรี่ได้รับความสำเร็จมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และสามารถควบคุมตัวเองได้ดีกว่าผู้ที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้
  • ผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้วจะมีสุขภาพที่ดีและจะมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดีกว่าผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป

cr สาระสุขภาพเกร็ดความรู้สุขภาพthaihealthสร้างสุขสสส.สาระสุขภาพสุขภาพสุขภาวะบุหรี่

             เพื่อให้ได้คุณประโยชน์และคุณค่าสูงสุดของสารอาหารในนมแม่ นมที่บีบเก็บแต่ละวันไม่ต้องนำขึ้นช่องแข็ง ควรเก็บใส่ตู้เย็นชั้นธรรมดา หรือใต้ชั้นช่องแช่แข็งไว้กินในวันรุ่งขึ้น รสชาติของน้ำนมจะดีกว่า ส่วนนมแช่แข็งให้เก็บสำรองไว้เมื่อน้ำนมไม่พอ
             ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก เป็นช่วงของการปรับปริมาณน้ำนมแม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก ถ้าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดำเนินไปด้วยดี แม่ส่วนใหญ่จะมีน้ำนมมากเพียงพอกับความต้องการของลูก
             ความต้องการน้ำนมของทารกจะค่อนข้างคงที่ในช่วง 1-6 เดือน ปกติเด็กกินนม 150 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 25 ออนซ์ ทารกแต่ละคนกินนมแม่ไม่เท่ากัน โดยมีปริมาณอยู่ระหว่าง 19-30 ออนซ์ต่อวัน

ที่มา : คู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
JSN Megazine template designed by JoomlaShine.com