บทความสุขภาพ



          มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้หญิง เพราะเป็นโรคที่พบเป็นอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งในสตรี แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่หลายคนก็ยังละเลยที่จะเรียนรู้และป้องกันโรคร้ายนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยสาวที่อาจมองว่าโรคนี้ไม่เกิดขึ้นในวัยเราหรอก หรือคนที่คิดว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช่คนเปลี่ยนคู่นอนบ่อยไม่มีทางเป็นโรคนี้...ขอบอกว่าคุณคิดผิด
มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร
         มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ที่เซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งจะเริ่มเกิดการอักเสบขึ้น แต่ผู้หญิงร้อยละ 60 ที่ติดเชื้อและมีอาการอักเสบนี้ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสามารถรักษาอาการให้หายได้เองในระยะเวลา 2-4 ปี แต่ก็มีผู้หญิงอีกร้อยละ 15 ที่เกิดความผิดปกติของเซลล์ไปสู่ขั้นที่รุนแรงมากขึ้น และเมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้หญิงร้อยละ 30-70 จะมีความผิดปกติของเซลล์รุนแรงมากขึ้นอีกหากไม่ได้รับการตรวจและรักษาให้หายขาด เพราะเชื้อ HPV จะเข้าไปทําให้กลไกควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เสียไป ขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 10 ปี และเข้าสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก
ใครๆ ก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้
         ผู้หญิงหลายคนมักคิดว่าตนเองคงไม่ติดเชื้อ HPV เพราะคิดว่าการติดเชื้อ HPV จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เชื้อ HPV สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการในช่วงแรกเริ่ม และใช้ระยะเวลายาวนานเป็นสิบปีในการค่อยๆ กลายเป็นมะเร็งปากมดลูก
คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV คือ
- คนที่มีคู่นอนติดเชื้อนี้มาก่อน
- คนที่มีคู่นอนหลายคน
- คนที่มีคู่นอนและคู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมากกว่า 1 คน
- คนที่มีระบบภูมิต้านทานในร่างกายอ่อนแอ (เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีเชื้อ HIV หรือเอดส์)
- คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว แต่คู่ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นมาก่อน
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก
การจะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่นั้น นอกจากการติดเชื้อ HPV บางชนิดแล้ว ยังต้องผนวกกับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่
- สูบบุหรี่เป็นประจํา
- ทานอาหารให้โทษกับร่างกายและอาหารที่มีสารเคมีประกอบ
- ทานยาคุมกําาเนิดมาเป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 5 ปี
- มีลูกคนแรกตอนอายุน้อยมาก
- มีลูกหลายคน
- ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ ซึ่งมีผลทําให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ
- ฝ่ายชายมีพฤติกรรมทางเพศที่มีคู่นอนหลายคน ทําให้มีโอกาสนําเชื้อ HPV มาติดฝ่ายหญิงได้มากขึ้น
- แม่ พี่สาว หรือน้องสาวเคยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพราะเชื้อ HPV เกิดขึ้นในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะมีช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ยาวนานกว่า รวมถึงคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มากกว่าคนผัวเดียวเมียเดียว
พฤติกรรมที่ช่วยให้ห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
นอกเหนือจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็มีผลต่อโรคมะเร็งเช่นกัน
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมันและสารเคมีปนเปื้อน
- ไม่สูบบุหรี่ เคี้ยวยาเส้น ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มมึนเมา
- ปกป้องตัวเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด
- หาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคมะเร็ง เพราะการที่เซลล์ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลานานนับปีกว่าอาการของโรคจะรุนแรงขึ้นเป็นลําดับจนถึงขั้นสุดท้ายที่รักษาไม่ได้
       หากเราดูแลหมั่นสังเกตตัวเองแต่เนิ่นๆ เราก็จะมีโอกาสค้นพบและกําจัดความผิดปกตินี้ได้ก่อนที่เชื้อจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายและกระจายไปทั่วร่างกายของเรา
เราควรตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยแค่ไหน
       ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ควรรับการตรวจภายในทุกคนทุก 1-2 ปี และตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มแรก และระยะก่อนเป็นมะเร็งอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี สําหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปรับบริการก็ควรตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี หากผลตรวจปกติ 2-3 ครั้ง ก็สามารถเว้นระยะห่างออกไปได้
สําหรับผู้หญิงที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรมาพบแพทย์ตรวจ แม้จะหมดประจําเดือนไปแล้วหรือไม่มีเพศสัมพันธ์มานานแล้วก็ตาม


ที่มา : หนังสือห่างไกลมะเร็งปากมดลูก โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

             เพื่อให้ได้คุณประโยชน์และคุณค่าสูงสุดของสารอาหารในนมแม่ นมที่บีบเก็บแต่ละวันไม่ต้องนำขึ้นช่องแข็ง ควรเก็บใส่ตู้เย็นชั้นธรรมดา หรือใต้ชั้นช่องแช่แข็งไว้กินในวันรุ่งขึ้น รสชาติของน้ำนมจะดีกว่า ส่วนนมแช่แข็งให้เก็บสำรองไว้เมื่อน้ำนมไม่พอ
             ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก เป็นช่วงของการปรับปริมาณน้ำนมแม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก ถ้าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดำเนินไปด้วยดี แม่ส่วนใหญ่จะมีน้ำนมมากเพียงพอกับความต้องการของลูก
             ความต้องการน้ำนมของทารกจะค่อนข้างคงที่ในช่วง 1-6 เดือน ปกติเด็กกินนม 150 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 25 ออนซ์ ทารกแต่ละคนกินนมแม่ไม่เท่ากัน โดยมีปริมาณอยู่ระหว่าง 19-30 ออนซ์ต่อวัน

ที่มา : คู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


เคล็ดลับในการเลือกส่วนประกอบในการทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากจำไว้แค่ 5 ข้อเท่านั้น
1.เนื้อสัตว์ เลือกทานเนื้อปลาให้บ่อย อาหารทะเลทานได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หอย เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง ส่วนเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว ต้องเลือกส่วนที่ไม่ติดมันและลอกหนังออกทุกครั้ง เน้นเนื้อสัตว์สดมาทำอาหาร เพราะเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งแล้วมีโซเดียมสูง ถ้าเบื่อเนื้อสัตว์ ก็เปลี่ยนเป็นเต้าหู้ ถั่ว เพราะโปรตีนทดแทนกัน
2. แป้ง อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตทำข้าว ขนมปัง ควรเลือกที่ผ่านกระบวนการขัดสีมาน้อยที่สุด ข้าวที่ดีคือข้าวกล้องหรือข้าวที่ไม่ได้ขัดสีจมูกข้าวและสารอาหารออกไป ส่วนขนมปังคนเลือกแบบโฮมวีต เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแคลอรีน้อยกว่า ส่วนก๋วยเตี๋ยวเปลี่ยนไปเลือกเส้นที่ไม่ผสมไข่ เส้นที่ให้แคลอรีน้อยที่สุดคือเส้นเล็กหรือเส้นหมี่
3.น้ำมัน ในการประกอบอาหารหากหลีกเลี่ยงน้ำมันได้จะดีที่สุด แต่เมนูจำเป็นอย่างพวกผัดพวกทอด ในแต่ละมื้อไม่ควรใช้น้ำมันเกิน 2 ช้อนชา และเลือกชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงอย่างน้ำมันพืชจะดีกว่าน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันที่แนะนำคือ น้ำมันรำขาว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทางตะวัน ส่วนที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะมีไขมันอิ่มตัวมากคือ น้ำมันหมู เนย น้ำมันปาล์ม กะทิ
4.ผัก ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักให้ได้ปริมาณมากๆ โดยเฉพาะผักใบเชียว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นหลายอย่าง ควรเลือกรับประทานผักที่หลากหลาย และเสริมด้วยธัญพืชต่างๆ เช่น ลูกเดือย งาดำ
5.ผลไม้ เลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง กีวี เพื่อไม่ให้ร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป ส่วนผลไม้รสหวานจัดอย่าง ทุเรียน ขนุน มะม่วงสุก เงาะ ลำไย ทานได้แต่น้อยๆ ก็พอ

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ไร้พุง : How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3อ. จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


 อาหารไทยอย่างเมนู น้ำพริก ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากพืชผักสมุนไพรนานาชนิด นับเป็นอาหารคู่ครัวคู่บ้าน ภูมิปัญญาไทยที่ควรมีบนโต๊ะกินข้าวทุกมื้อ
ส่วนประกอบในน้ําพริก นอกจากจะอุดมไปด้วยประโยชน์มากมายแล้วน้ำพริกยังช่วยให้การกินผักอร่อยขึ้นและกินได้มากขึ้นอีกด้วยซึ่งผักที่มักกินคู่กับน้ำาพริกก็มีหลากหลายและแต่ละชนิดก็อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ อาทิ
น้ำาพริกกะปิ
พริกขี้หนู   มีสารแคปไซซิน (Capsaicin)ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับลมลดระดับน้ําตาลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดทั้งยังขับเหงื่อและมีสารต้านอนุมูลอิสระ
กระเทียม  ขับลม  แก้ไอ ขับเสมหะช่วยย่อย ลดน้ำาตาลและไขมันในเลือด ลดการอักเสบ ช่วยเหนี่ยวนําให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์บํารุงระบบประสาท  ป้องกันการอุดตันในหลอดเลือด
มะเขือพวง  มีสารละลายน้ําที่เรียกว่าเพ็กทิน(Pectin) ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินจากอาหารและลดการดูดซึมอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

กะปิ   อุดมด้วยโปรตีนให้แคลเซียม ไขมันต่ํามีวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือด

มะนาว  ช่วยให้เจริญอาหารแก้ร้อนใน ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน



คนเราควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา
ในบะหมี่ซองหนึ่ง โดยเฉพาะสูตรต้มยำต้มโคล้ง สูตรน้ำข้นทั้งหลาย เกลือขึ้นไปถึง 2,000 มิลลิกรัม เพราะฉะนั้นกินซองเดียวก็หมดโควต้าไปแล้วหนึ่งวัน แต่ถ้าเป็นสูตรธรรมดาก็ประมาณ 1,200-1,500 มิลลิกรัม ก็เท่ากับ 60-70% ของความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน คือปกติหนึ่งมื้อเราต้องการโซเดียม 600 มิลลิกรัม สามมื้อก็ 1,800 มิลลิกรัม บวกขนมเข้าไปอีกก็ครบ 2,000 มิลลิกรัม บะหมี่ทั้งหลายจะเริ่มจาก 1,200 มิลลิกรัม รองลงมาคือโจ๊กที่เป็นซองๆ สำเร็จรูป จะเค็มมาก ประมาณ 800 มิลลิกรัม
ข้อมูลเหล่านี้ถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เชื่อแน่ว่าประชาชนกว่า 90% จะต้องไม่ทราบ และนี่คือหน้าที่ของเครือข่ายลดบริโภคเค็มที่จะทำให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของการบริโภคเค็มเกินจำเป็น ผ่านสื่อต่างๆ และการออกบูธจัดกิจกรรมให้ความรู้ที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตามบ้าง
เกลือกว่า 70% ได้มาจากเครื่องปรุงรส เพราะในอาหารธรรมชาติจะมีเกลือน้อย อย่างเนื้อสัตว์ก็จะไม่เค็ม แต่ที่เราเค็มก็เพราะเอาไปหมักเกลือ หมักซีอิ๊ว หมักซอสปรุงรส แล้วเกลือส่วนใหญ่ 50% จะปรุงในครัวโดยพ่อครัวแม่ครัว เขาปรุงมาให้หมดแล้ว น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ซุปก้อน น้ำพริก ส่วนเกลืออีก 20% จะอยู่บนโต๊ะ อย่างเวลาเราไปกินหมูกระทะ หมูก็หมักมาอยู่แล้ว แถมบนโต๊ะยังมีน้ำจิ้มตั้ง 4 ถ้วย หรืออย่างสุกี้ที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีผักเยอะ แต่ว่าน้ำจิ้มกลับไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เพราะเกลือเยอะ อย่างอาหารในร้านสะดวกซื้อที่เค็มกว่าปกติ สมมติว่าซื้อข้าวผัด ถ้าเทียบกันกับร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ร้านสะดวกซื้อจะเค็มกว่า 30% เพื่อทำให้อาหารอยู่ได้นาน ไม่เสีย
JSN Megazine template designed by JoomlaShine.com